News Issues new ซีรี่ย์จีน องค์หญิงสวมรอย ( Untouchable Lovers )

ซีรี่ย์จีน องค์หญิงสวมรอย ( Untouchable Lovers )

ซีรี่ย์จีน องค์หญิงสวมรอย ( Untouchable Lovers ) ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง “เฟิ่งฉิวหวง” (A Tale of Two Phoenixes) ของ “เทียนอีโหย่วเฟิง” เนื้อหาในนิยายกล่าวถึงเด็กสาวยุคปัจจุบันที่ชื่อ “ฉู่อวี้” ซึ่งตื่นจากอาการโคม่าหลังเครื่องบินตกแล้วพบว่ามีชายหนุ่มรูปงามราวเทพบุตรนอนเคียงข้างเธอในสภาพเปลือยเปล่าถึง 5 คน มิหนำซ้ำร่างของเธอที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่มไหมก็ไร้เครื่องนุ่งห่มเช่นกัน แถมทุกคนยังเธอว่า “องค์หญิง” อีกด้วย ในที่สุดเธอก็พบว่าตนเดินทางย้อนเวลากว่าพันปีโดยอยู่ในร่างองค์หญิงซานอินแห่งราชวงศ์หลิวซ่ง นามว่า “หลิวฉู่อวี้” ซึ่งมีชื่อเสียงเลื่องลือในเรื่องการผิดศีลธรรม และหญิงสาวเมื่อกว่าพันปีก่อนคนนี้ก็เป็นที่จดจำในฐานะสตรีผู้สูงส่งที่กล้าทูลขอ “ผู้ชาย” จากฮ่องเต้อย่างโจ่งแจ้ง

สำหรับเนื้อหาในละครนั้นได้ปรับเปลี่ยนเรื่องราวใหม่โดยให้องค์หญิงซานอินถูกสวมรอยโดยแฝดผู้น้องที่พลัดพรากจากกันตั้งแต่แรกเกิด และไม่มีการเดินทางย้อนเวลาแต่อย่างไร เนื้อหากล่าวถึงเหตุการณ์ยุคราชวงศ์เหนือใต้ (ค.ศ. 420–589) โดยนำเสนอเรื่องราวความรักระหว่างองค์หญิงซานอินแห่งราชวงศ์หลิวซ่ง “หลิวฉู่อวี้” กับชางหลีอ๋องแห่งราชวงศ์เว่ยเหนือ “หรงจื่อ” เนื้อหาตอนแรกถึงตอนที่ 16 กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในราชวงศ์หลิวซ่ง (หนึ่งในราชวงศ์ที่ปกครองทางตอนใต้ระหว่างปี ค.ศ. 420-479 หลังราชวงศ์จิ้นตะวันออกล่มสลาย) ส่วนตอนที่ 17 ถึง 54 กล่าวถึงราชวงศ์เว่ยเหนือ (หนึ่งในราชวงศ์ที่ปกครองทางตอนเหนือระหว่างปี ค.ศ. 386-535) ซึ่งหลายเหตุการณ์ที่ถูกนำมากล่าวอ้างเป็นเรื่องจริงทางประวัติศาสตร์

ละครเปิดฉากด้วยการหยิบยกเรื่องราวของเหล่า “ฟู่หม่า” มากล่าวอ้างผ่านละครหุ่นเงา (“ฟู่หม่า” คือตำแหน่งและคำเรียกอย่างเป็นทางการในสมัยโบราณของชายที่เป็น “สามีองค์หญิง” ซึ่งทั้งหมดที่ถูกนำมากล่าวถึงล้วนมีตัวตนจริง) โดยเล่าว่านับตั้งแต่สมัยราชวงศ์จิ้น (ราชวงศ์ก่อนหน้าราชวงศ์หลิวซ่ง) เป็นต้นมา เหล่าบรรดาชายหนุ่มที่แต่งงานกับองค์หญิงสูงศักดิ์มักมีชีวิตคู่ที่น่าสมเพชดุจตกนรกทั้งเป็น ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่ วีรบุรุษ ขุนนางระดับสูง หรือมีชาติตระกูลที่ดีและสูงส่งเพียงใดก็ตาม เพียงเพราะภรรยาเป็นองค์หญิงที่มีทั้งทรัพย์สินและอำนาจล้นฟ้าพวกเขาเลยจำต้องละทิ้งศักดิ์ศรีแล้วกล้ำกลืนฝืนทนกับการโดนทำร้าย กดขี่เหยียดหยาม และต้องอยู่ใต้อาณัติภรรยาตราบจนชั่วชีวิต

จิตรกรเอกนำภาพวาดอดีตฮ่องเต้ 3 พระองค์ของราชวงศ์หลิวซ่งมาให้ฮ่องเต้องค์ใหม่ “หลิวจื่อเย่” ทอดพระเนตรในท้องพระโรง หลังพระองค์ทรงมีรับสั่งให้วาดภาพอดีตฮ่องเต้ในศาลบรรพชนของราชวงศ์ใหม่ทั้งหมด ครั้นเห็นภาพ “ซ่งอู่ตี้” (ปฐมจักรพรรดิและผู้ก่อตั้งราชวงศ์หลิวซ่ง – ปู่ทวดของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน) ฮ่องเต้หนุ่มจึงตรัสกึ่งเหน็บแนมว่า ซ่งอู่ตี้ทรงเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่โค่นบัลลังก์ฮ่องเต้ (ซึ่งขึ้นครองบัลลังก์โดยชอบธรรม) มาแล้วหลายพระองค์ พอเห็นภาพ “ซ่งเหวินตี้” (พระโอรสองค์ที่สามของซ่งอู่ตี้ ปู่ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน) ฮ่องเต้ก็ตรัสว่า ซ่งเหวินตี้ทรงเป็นฮ่องเต้ที่ยากจะต่อกรแต่ดันโชคร้ายถูกลูกชายตัวเองตัดหัว

* เกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์: ซ่งเหวินตี้คิดที่จะปลดองค์ชายรัชทายาทซึ่งทำคุณไสยสาปแช่งพระองค์ แต่องค์ชายรัชทายาท “หลิวเส้า” รู้ตัวก่อนจึงชิงยึดอำนาจและปลงพระชนม์พระบิดา แต่ขึ้นครองบัลลังก์ได้ไม่นานก็ถูกพระอนุชาโค่นบัลลังก์และโดนสั่งประหารทั้งครอบครัว โดยเขาและลูกชาย 4 คนถูกตัดหัว ส่วนเหล่าภรรยาและลูกสาวทั้งหมดถูกบังคับให้ฆ่าตัวตาย

ครั้นเห็นภาพ “เสี้ยวอู่ตี้” (พระโอรสองค์ที่สามของซ่งเหวินตี้ พระอนุชาของหลิวเส้า และพระบิดาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน) ฮ่องเต้ก็โผเข้าหาแล้วแสร้งทำเป็นรักและคิดถึง เมื่อขันทีนำหัวของซินอันอ๋อง นามว่า “หลิวจื่อหลวน” พระอนุชาต่างมารดาวัย 9 ชันษามาให้ทอดพระเนตร (“ซินอันอ๋อง” เป็นชื่อยศ/ตำแหน่ง ส่วน “หลิวจื่อหลวน” เป็นชื่อจริง) ฮ่องเต้ก็รีบปรี่เข้าไปดูพลางถามว่าโอรสคนโปรดของพระบิดาตายยังไง ขันทีคนดังกล่าวทูลว่าก่อนตายซินอันอ๋องร่ำไห้ไม่หยุดและอธิษฐานว่าเกิดชาติหน้าฉันใด ขออย่าได้กลับมาเป็นคนในราชวงศ์อีกเลย ฮ่องเต้ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะอย่างสะใจ ขณะที่เซียงตงอ๋อง นามว่า “หลิวอวี้” (โอรสองค์ที่ 11 ของซ่งเหวินตี้ มีศักดิ์เป็นอาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน) กับเจี้ยนอันอ๋อง “หลิวซิวเหริน” (โอรสองค์ที่ 12 ของซ่งเหวินตี้) เห็นแล้วต่างพากันช็อคและรับไม่ได้

* เกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์: ฮ่องเต้ (“หลิวจื่อเย่” หรือ “เฉียนเฟ่ยตี้”) ทรงเคียดแค้นทั้งพระบิดาและหลิวจื่อหลวน เพราะพระบิดาชอบตำหนิพระองค์ที่มักทำเรื่องผิดพลาด และเคยคิดที่จะปลดพระองค์จากตำแหน่งรัชทายาทแล้วมอบตำแหน่งดังกล่าวให้หลิวจื่อหลวนแทน ครั้นได้ขึ้นครองบัลลังก์พระองค์จึงแก้แค้นด้วยการสั่งให้หลิวจื่อหลวนฆ่าตัวตาย ทั้งยังสั่งประหารน้องชายและน้องสาวของหลิวจื่อหลวนซึ่งล้วนเกิดจาก “พระสนมอิน” อีกด้วย

หลังจากนั้นฮ่องเต้ก็กลับไปดูภาพวาดพระบิดา (เสี้ยวอู่ตี้) อีกครั้ง ครั้นเห็นว่าจมูกของพระบิดาไม่สมจริงพระองค์ก็ถีบจิตรกรด้วยความรู้สึกไม่พอใจ จากนั้นก็ชี้ว่าจมูกพระบิดาตนทั้งแดงและบวมโตเพราะฤทธิ์เหล้า หลังถูกคาดคั้นว่าทำไมไม่วาดจมูกแบบนั้น จิตรกรจึงทูลว่าการวาดเช่นนั้นถือเป็นการหมิ่นพระเกียรติอย่างร้ายแรง ฮ่องเต้จึงกระทืบจิตรกรคนดังกล่าวแบบไม่ยั้งต่อหน้าเหล่าขุนนางแล้วสั่งให้ขันทีลากตัวเขาออกไป หลิวอวี้กับหลิวซิวเหรินเห็นดังนั้นก็ได้แต่ข่มใจ จิตรกรผู้โชคร้ายพยายามร้องขอชีวิตอย่างสิ้นหวัง ทันใดนั้นก็มีเสียงขันทีแจ้งว่าองค์หญิงซานอินกำลังเสด็จมายังท้องพระโรง

* เกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์: ในช่วงปลายรัชสมัยของเสี้ยวอู่ตี้ พระองค์ทรงติดสุราอย่างหนักและแทบไม่เคยสร่างเมา แต่ยังคงว่าราชการได้อย่างแข็งขันโดยไม่แสดงอาการเมาให้เห็น นอกจากข้อเสียเรื่องติดสุราอย่างหนักแล้ว พระองค์ยังประพฤติผิดในกามด้วยการร่วมประเวณีกับญาติ พี่น้อง แม้กระทั่งพระมารดาก็ไม่เว้น ซึ่งฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน (หลิวจื่อเย่) ได้เจริญรอยตามพฤติกรรมมักมากและประพฤติผิดในกามของพระบิดา ด้วยการแต่งตั้งอาผู้หญิงและพระญาติหลายคนเป็นพระสนม ซ้ำยังเรียกองค์หญิงทั้งหมดเข้าวังเพื่อมาร่วมประเวณีกับพระองค์อีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นที่รู้กันว่าพระองค์ (ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน) ไม่เคารพพระบิดา ทั้งยังระแวงเสด็จอาถึงขั้นฆ่าทิ้งหลายคน และยังเข่นฆ่าเหล่าขุนนาง ตลอดจนผู้บริสุทธิ์อีกมากมาย